คอลลาเจน คืออะไร? ใช้ได้ทั้งกินทั้งทาจริงหรือ?

คอลลาเจนหน้าใสเมื่อพูดถึงคอลลาเจน หลายคนคงคุ้นหูอยู่บ้าง เนื่องจากทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือเครื่องสำอางค์ ส่วนใหญ่ล้วนมีส่วนประกอบของคอลลาเจนทั้งนั้น จนกลายเป็นยาวิเศษไปแล้ว เพราะสิ่งที่ต้องการของคนทั่วไป คงหนีไม่พ้น การไม่เจ็บ ไม่แก่ ไม่เหี่ยวไม่ย่น ผิวหนังแต่งตึงตลอดเวลา แล้วคอลลาเจนช่วนได้จริงๆหรือ?…เราจะได้มาทำความรู้จักกัน

คอลลาเจน คืออะไร?

คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ มีชื่อเรียกว่า คอลลาเจนโปรตีน เป็นโปรตีนสำคัญของผิวหนัง เพราะเป็นส่วนสปริงของผิวหนัง ในการสร้างความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ หากอยากลองสัมผัสความตึงของคอลลาเจนโปรตีน ลองจับแก้มเด็กตัวเล็ก ๆ ดู จะสัมผัสได้ทันที ถึงความใส ตึง ที่ผิวแก้ม หรือ ดูเด็กวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาว จะเห็นว่าผิวพรรณตึงเปรี๊ยะทีเดียว

ชนิดของคอลลาเจน dnaคอลลาเจน เป็นภาษากรีก แปลว่า กาว ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมเซลล์แต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน คอลลาเจนโปรตีนมีปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย คอลลาเจนใต้ผิวหนังของเราจะอยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ คอลลาเจนทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงของผิวหนัง ทำให้ผิวแข็งแรง และเรียบเนียน และอยู่คู่กับโปรตีนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ “อิลาสติน” ในขณะที่ คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงสร้างของผิว และทำให้ผิวเต่งตึง อิลาสติน จะมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว และทำให้ผิวไม่มีริ้วรอย ซึ่งคอลลาเจนมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด

ชนิดที่ 1 พบที่ผิวหนัง ที่เจริญเต็มที่ กระดูกและเอ็น

ชนิดที่ 2 พบที่กระดูกอ่อน

ชนิดที่ 3 พบที่ผิวหนังของทารก หรือผิวหนังที่เริ่มมีการสร้างใหม่ เช่น ผิวหนังที่เป็นแผลและเริ่มมีการ

สร้างคอลลาเจนใหม่ นอกจากนี้ยังพบที่เส้นเลือดและทางเดินอาหาร

ชนิดที่ 4 พบที่เยื่อหุ้มเซลล์

ชนิดที่ 5 และ 6 พบได้ทั่วๆไป

นอกจากนี้ยังมีคอลลาเจนอีกหลายชนิด อย่างน้อยเท่าที่พบแล้วมีทั้งหมด 19 ชนิดด้วยกัน ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีมากน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ

ส่วนมากเราจะรู้จักคอลลาเจนในแง่ความงาม ซึ่งก็คือคอลลาเจนของผิวหนัง คือคอลลาเจนชนิดที่ 1 และชนิดที่ 3 ถ้าต้องการให้ผิวไม่แก่ก็เสริมให้ผิวมีคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทา การฉีด การยิงเลเซอร์และการทานอาหารเสริม

ในวัยเด็กเราจะมีคอลลาเจน ชนิดที่ 3 มากที่สุด ผิวของเด็กจึงดูนุ่มเนียน เต่งตึงสะดุดตากว่าวัยไหนๆ แต่เมื่อเราโตขึ้นคอลลาเจน ชนิดที่ 1 ก็จะถูกสังเคราะห์ขึ้นมาแทนที่ จนกระทั่งอายุ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนในร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ โดยลดลงในอัตรา 1.5% ต่อปี เมื่อมีการสูญเสียคอลลาเจนมากกว่าการผลิตขึ้นใหม่ ผิวหนังจึงขาดความกระชับตึงและยุบตัวลงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสาเหตุของริ้วรอยและผิวพรรณแห้งกร้านตามมา

นอกจากการเสื่อมสลายไป ตามธรรมชาติแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่กระตุ้นให้คอลลาเจนเสื่อมเร็วขึ้น เช่น รังสียูวีจากแสงแดด บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารปนเปื้อนในอาหาร อนุมูลอิสระ และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เป็นต้น

จึงเห็นได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลาย ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลงอันเป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย รวมถึงการเกิด ปัญหาข้อเสื่อม กระดูกเสื่อม เนื่องจากคอลลาเจนในกระดูกลดลง ทำให้กระดูก ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ขาดความยืดหยุ่น เปราะหักง่าย

ริ้วรอยแรกที่แสดงออกมา จะเป็นรอยตีนกาเพราะผิวหนังรอบดวงตามีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึดผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวง่ายกว่าที่อื่น การรับประทานคอลลาเจน จะช่วยชะลอความเหี่ยวตรงนี้ และลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นแล้วได้

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจนให้ร่างกายได้ 2 วิธีคือ การฉีดคอลลาเจนเข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ และ การรับประทาน

การเสริมสร้างคอลลาเจนด้วยการรับประทาน

มีการนำสารสกัดโปรตีนจากปลาทะเลบางประเภท ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวคน โดยวิธีการ Enzymatic Hydrolysis มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แล้วพบว่าภายหลังการรับประทานไประยะหนึ่ง จะสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ริ้วรอยต่าง ๆ จางหาย

ผลที่ได้รับจากการบริโภคคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังอย่างได้ผล และทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น นุ่มเนียนขึ้น

การเสริมสร้างคอลลาเจนด้วยการทา

คอลลาเจนโปรตีน เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่มาก ดังนั้น คอลลาเจนไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ด้วยการทา

ส่วนครีมต่างๆ ที่มีขายตามท้องตลาดที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน จะเป็นการผลักคอลลาเจนให้อยู่ได้แค่ชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น

แต่เนื่องจาก..คอลลาเจนมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ประมาณ 30 เท่าของน้ำหนักตัวมัน ทำให้ผิวหนังกำพร้าชุ่มชื้นขึ้น

แต่ไม่สามรถแก้ไขปัญหาริ้วรอยได้อย่างแท้จริง เพราะการเสริมสร้างคอลลาเจนจะต้องเข้าสู่ร่างกาย ด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง และการรับประทานเท่านั้น

แหล่งที่มาของคอลลาเจนที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์

คอลลาเจนที่ได้จากภาคอุตสาหกรรมจะได้มาจากการสกัดจากผิวหนังและกระดูกของปลา ลูกวัวและหมู แต่เนื่องจากคุณสมบัติที่ไม่ละลายน้ำโดยธรรมชาติ ในกระบวนการสกัดจำเป็นต้องสลายด้วยกรดเพื่อให้ละลายน้ำและแยกออกจากเนื้อเยื่ออื่นๆได้

ดังนั้น ชนิดของคอลลาเจนที่นำมาใช้ประโยชน์ทั้งหมดจึงเรียกว่า ไฮโดรไลซ์คอลลาเจน ซึ่งจะมีขนาดโมเลกุลที่เล็กมากเพื่อละลายน้ำและสามารถดูดซึมเข้าสู่กระเพาะอาหารหรือผ่านผิวหนังง่ายและรวดเร็ว

ชนิดของอาหารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย

มีอาหารจำนวนมากที่สามารถช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้เอง เช่น

» ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถัวเหลืองทั้งหลายและเนยแข็งหรือชีส นอกจากจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแล้วยังช่วยชะลอความชราภาพของผิวหนังอีกด้วย

» ผักใบเขียวเข้ม ก็ประกอบไปด้วยสารสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้เอง

» ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีและวิตามินเอสูงๆ ผลไม้ที่มีสีแดง สีส้ม มีสารต้านออกซิเดชั่น ต้านอนุมูลอิสระจะเสริมให้มีการสร้างคอลลาเจนในร่างกายเช่นกัน ตัวอย่างเช่น มะเขือเทศแดง พริกหยวกแดง หรือผลไม้ที่มีสีแดงคล้ำ เช่น บลูเบอรี่ แบล็กเบอรี่ เป็นต้น

» อาหารทะเลที่มีสารโอเมก้า เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และถั่วต่างๆ ก็สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเองได้

สิ่งที่ผู้บริโภคควรคำนึงถึง ก็คือ การบริโภคอาหารให้มีความสมดุลระหว่างแป้ง เนื้อสัตว์ ผักใบเขียวและผลไม้ที่ให้ประโยชน์ดังกล่าวไป ร่างกายจึงจะได้รับประโยชน์และเห็นผลของสุขภาพและการชะลอวัย

อ่านเพิ่มเติม:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *